วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เดลินิวส์ „ราชาหนังโป๊ญี่ปุ่น“


ราชาหนังโป๊ญี่ปุ่น | เดลินิวส์
„ราชาหนังโป๊ญี่ปุ่น การเรียกร้องของชิมิเคน ได้ถูกแฟน ๆ นำไปเผยแพร่ในทวิตเตอร์ เพราะวิตกต่อการขาด แคลนนักแสดงชายในอุตสาหกรรมวิดีโอหนังโป๊ของญี่ปุ่น ที่สร้างรายได้คิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 660,000 ล้านบาท คนทั่วไปรู้จักเขาในชื่อ ชิมิเคน ราชาหนังลามกอนาจารของญี่ปุ่น แต่ชื่อจริงคือ เคน ชิมิซุหนุ่มวัย 35 ปี ที่ได้รับการยกย่องจากผู้กำกับหนังโป๊ให้เป็น คริสเตียโน โรนัลโด แห่งเซ็กซ์ เนื่องจาก ชิมิเคนมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงมากกว่า 8,000 คน จากการแสดงหนังเอ็กซ์ 7,500 เรื่อง เมื่อไม่นานนี้ ชิมิเคนออกมาเรียกเสียงฮือฮา ด้วยการทวีตว่า เสือเบงกอลเป็น ๆ ยังมีมากกว่านักแสดงหนังโป๊ชายในญี่ปุ่นเสียอีก และตอนนี้พวกเราใกล้สูญพันธุ์แล้ว เพราะว่านักแสดงชายราว 70 คนต่อนักแสดงหญิง 10,000 คน ทำให้พวกเรากลายเป็นสิ่งที่หายากเหมือนแพนด้า การเรียกร้องของชิมิเคน ได้ถูกแฟน ๆ นำไปเผยแพร่ในทวิตเตอร์ เพราะวิตกต่อการขาด แคลนนักแสดงชายในอุตสาหกรรมวิดีโอหนังโป๊ของญี่ปุ่น ที่สร้างรายได้คิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 660,000 ล้านบาท ชิมิเคนบอกว่า เป็นเรื่องน่าเบื่อที่คนดูได้เห็นนักแสดงหน้าเดิม ๆ ตลอดเวลา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างมาก อย่างไรก็ดี ชิมิเคนยืนกรานว่า เขายังมีพลังในการเล่นหนังเอ็กซ์ต่อไป แม้เฉลี่ยวันละ 2-3 เรื่องก็ตาม ชิมิเคน เล่าต่อไปว่า โดยปกติเขามีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาววันละ 2 หรือ 3 คน และมีเซ็กซ์ได้ราว 2 ชั่วโมงทุกวัน เขายึดอาชีพนักแสดงหนังโป๊มาเป็นเวลา 17 ปีแล้ว ไม่เคยเบื่อมันเลย และจะเป็นนักแสดงหนังเอ็กซ์ไปเรื่อย ๆ ชิมิเคนบอกว่า เขาให้ความสำคัญอย่างมากต่อการควบคุมน้ำหนัก เขาบริโภคเนื้อสันในไก่ กับไข่ต้ม พร้อมกับดื่มสารสกัดจากงู เพื่อบำรุงความแข็งแกร่งให้กับความเป็นชาย ซึ่งทำให้เขาไม่ต้องพึ่งพาไวอากร้า ยากระตุ้นอวัยวะเพศชายให้แข็งตัว“


ราชาหนังโป๊ญี่ปุ่น | เดลินิวส์
„ยูโกะ ชิรากิ นักแสดงหนังโป๊หญิง กล่าวแสดงความเห็นที่สตูดิโอในกรุงโตเกียวว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจ และไม่แสดงความรู้สึกออกมา ดังนั้นจึงมีผู้ชายเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ที่กล้าเข้าสู่วงการหนังเอวี ส่วนโตจิโร ผู้กำกับหนังเอ็กซ์ชื่อดัง เห็นด้วยว่า ผู้ชายญี่ปุ่นมีความอ่อนโยน และว่า เขาอยู่ในอุตสาหกรรมทางเพศมาเป็นเวลาถึง 27 ปี เห็นแต่ผู้ชายที่นุ่มนวลเพิ่มมากขึ้น พวกเขาไม่หิวกระหายกามราคะอีกต่อไป ชิมิเคน กล่าวว่า เขาต้องทำน้ำหนักให้เป็นเหมือนอย่างไอรอน แมน หรือแบทแมน เพราะเขาคือ เซ็กซ์ แมน และความคล่องแคล่วเหนือมนุษย์ ได้สร้างมุมมองให้แก่โตจิโร ผู้กำกับหนังเอวีที่บอกว่า การมีสภาพจิตใจแข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นักแสดงเมื่อเข้าฉาก ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล แต่เมื่อใดนักแสดงเริ่มคิดเกี่ยวกับแรงกดดัน ทุกอย่างก็จะจบ โตจิโร กล่าวทิ้งท้ายว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องยาก มันก็เหมือนกับฟุตบอล แต่คุณจะไม่มีทางได้เห็นลิโอเนล เมสซี หรือโรนัลโด หลายร้อยคน คงมีเพียงเมสซีหรือโรนัลโดตัวจริงเท่านั้น ที่สามารถทำประตูเมื่อต้องการ.  ฮิวแมน“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/321622

เดลินิวส์ „สาวเมืองผู้ดีชนะวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิต“


สาวเมืองผู้ดีชนะวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิต | เดลินิวส์
„สาวเมืองผู้ดีชนะวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันมาราธอนในครั้งนี้สาวจอร์จี้ได้คว้าชัยชนะในการวิ่งมาราธอนเข้าสู่เส้นชัยเป็นผู้หญิงคนแรก โดยใช้เวลาในการวิ่งทั้งสิ้น 2.37 ชม. แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้หนุ่มสาวขาเหล็กนั่น ถูกกล่าวขานให้กลายเป็นหญิงสาวผู้แข็งแกร่งไปในเวลาไม่นาน ภายหลัง “จอร์จี้ บรูนเวิลส์” สาวจากเมืองผู้ดี ประเทศอังกฤษ วัย 26 ปี สร้างความตกตะลึงให้หนุ่มสาวขาเหล็กในการแข่งขัน “แมนเชสเตอร์ มาราธอน 2015” ที่จัดขึ้นบริเวณด้านนอกสนามกีฬา โอลด์แทรฟฟอร์ด ที่มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 1,000 คน ซึ่งรวมระยะทางในการแข่งขันมาราธอนได้ทั้งสิ้น 40 กิโลเมตร โดยวิ่งผ่านสถานที่สำคัญรอบสวนสาธารณะแทรฟฟอร์ดจนถึงจุดเส้นชัยที่โอลด์แทรฟฟอร์ด การแข่งขันมาราธอนในครั้งนี้สาวจอร์จี้ได้คว้าชัยชนะในการวิ่งมาราธอนเข้าสู่เส้นชัยเป็นผู้หญิงคนแรก โดยใช้เวลาในการวิ่งทั้งสิ้น 2.37 ชม. แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้หนุ่มสาวขาเหล็กนั่นคือ การที่เธอไม่เคยวิ่งมาราธอนมาก่อนเลยในชีวิต ซึ่งจากคำบอกเล่าของเธอทำให้รู้ว่าจอร์จี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการเตรียมตัวการวิ่งมาราธอนควรเตรียมตัวอย่างไร และไม่รู้ว่าการวิ่งมาราธอนเป็นการวิ่งในลักษณะแบบใด มีความคิดอย่างเดียวคือ “วิ่ง” แม้จอร์จี้ไม่มีประสบการณ์ในการวิ่งมาราธอนมาก่อน แต่เธอสามารถนำความรู้ ความสามารถที่เธอมีดีกรีถึงนักศึกษาปริญญาเอกมาประยุกต์ใช้ปรับเข้ากับการวิ่งในครั้งนี้ เพราะเธอเคยได้ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างความอดทนของนักกีฬามาก่อน ทำให้เธอประสบความสำเร็จในการวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิตของเธอได้อย่างสวยงาม พร้อมเก็บเป็นความสำเร็จเป็นความภาคภูมิใจต่อไป.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/women/316179

เดลินิวส์ „ผู้เชี่ยวชาญเตือนสั่งซื้อสารโบท็อกซ์ออนไลน์



ผู้เชี่ยวชาญเตือนสั่งซื้อสารโบท็อกซ์ออนไลน์ | เดลินิวส์
„ผู้เชี่ยวชาญเตือนสั่งซื้อสารโบท็อกซ์ออนไลน์ สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าคือสารโบท็อกซ์ปลอมมีความเข้มข้นของ โบทูลินัมท็อกซินไม่แน่นอน . ผู้เชี่ยวชาญเตือนสั่งซื้อสารโบท็อกซ์ออนไลน์ ระวังเจอของปลอมเสี่ยงหน้าพังชีวิตพัง เรื่องความงามจาก “สารท็อกซิน” หรือเรียกติดปาก “สารโบท็อกซ์” เป็นอีกหนึ่งวิวัฒนาการด้านความงามที่ทั้งหญิงและชายต่างให้การยอมรับในประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมและเห็นผลชัดเจนในเรื่องของการลดริ้วรอย เมื่อความต้องการฉีดโบท็อกซ์มากขึ้น ทำให้มีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสหิ้วสารโบท็อกซ์ปลอมหรือขายตามโลกออนไลน์มากขึ้น ภกญ.สิเนหา มังกรแก้ว เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญและผู้จัดการผลิตภัณฑ์นิวโรน็อกซ์ บริษัท เซเลส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว ว่า สารโบท็อกซ์ของแท้คือสารโปรตีน บริสุทธิ์ จัดเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา ใช้ได้เฉพาะคลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น สารโบท็อกซ์ที่หิ้วขายกันอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตขอชี้ชัดว่าส่วนมากเป็นสารโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเป็นผงแป้งไม่มีฤทธิ์ทางการรักษา หรือเป็นสารโปรตีนที่ไม่มีคุณภาพจากประเทศจีน แปะฉลากปลอม“


ผู้เชี่ยวชาญเตือนสั่งซื้อสารโบท็อกซ์ออนไลน์ | เดลินิวส์
„สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าคือสารโบท็อกซ์ปลอมมีความเข้มข้นของ โบทูลินัมท็อกซินไม่แน่นอน อาจมีปริมาณเกินมาตรฐาน ปกติการฉีด โบท็อกซ์ต้องคำนวณปริมาณที่เหมาะสม การฉีดเกินเพียงเล็กน้อยก็เป็นอันตรายใบหน้า ผิดธรรมชาติได้ และถ้าได้รับมากไปอาจทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าเป็นอัมพาตชั่วคราว ซึ่งยังไม่มีวิธีแก้ไขผลข้างเคียงจากการฉีดสารโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากรอให้ยาหมดฤทธิ์ไปเองระยะเวลา 4-6 เดือน และที่สำคัญ การฉีดสารโบท็อกซ์ปลอมซ้ำ ๆ มีโอกาสทำให้ดื้อยาและผลที่ตามมาคือเมื่อกลับไปฉีดสารโปรตีนบริสุทธิ์ที่มีมาตรฐานครั้งต่อไปอาจไม่ได้ผลแล้ว วิธีการสังเกตสารโบท็อกซ์ของแท้ของปลอม อย่างผลิตภัณฑ์นิวโรน็อกซ์ ของประเทศเกาหลี ที่กำลังได้รับความนิยมนั้นมีส่วนที่แตกต่างกัน และสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองคือ ฉลากบนขวดบรรจุภัณฑ์แตกต่างกัน โดยของแท้เคลือบโลโก้บนฉลากเป็นลักษณะเหลือบเงา ขีดเขียนด้วยดินสอไม่ติด ส่วนของปลอมเป็นเพียงฉลากสีกระดาษธรรมดา, ของแท้มีตัวหนังสือสีแดง “ยาควบคุมพิเศษ” เขียนกำกับอยู่ข้างขวด นอกจากนี้ลักษณะผงยาแตกต่างกัน ของแท้ผงยาเป็นฟิล์มบางติดที่บริเวณก้นขวด ภายในขวดเป็นสุญญากาศ ส่วนของปลอมเป็นผงก้อนกลิ้งไปมาซึ่งไม่ควรใช้ อย่างไรก็ตาม ภกญ.สิเนหา แนะนำอีกว่า สารโปรตีนบริสุทธิ์เป็นสารที่มีความปลอดภัยเพราะจะสลายหมดไปในร่างกาย จึงสามารถฉีดซ้ำได้ทุก ๆ 4 เดือน โดยมีการแนะนำในการฉีดแต่ละครั้งคือไม่เกิน 200 ยูนิต และไม่ควรฉีดบ่อยกว่าทุก ๆ 4 เดือน ยกเว้นแต่การแก้ไขโดยผ่านมือแพทย์เท่านั้น.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/women/319023

เคล็ดลับย้อนอายุ สาววัยทำงาน


เคล็ดลับย้อนอายุ สาววัยทำงาน | เดลินิวส์
„หนทางที่ทำให้เราสุขภาพดียิ่งขึ้นคือ ควบคุมการนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง, เลิกสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ แม้เหนื่อยกายกับงานที่รัดตัวและเพลียใจกับนานาปัญหาในชีวิต แต่สาวรุ่นใหม่วัยทำงานอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ทำลายสุขภาพ จนสัญญาณแห่งความร่วงโรยฟ้องด้วยริ้วรอยบนใบหน้า ถุงใต้ตา จุดด่างดำ อาการผมบาง ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อย และกระดูกไม่แข็งแรง ดังนั้น แอนลีน มีเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลตัวเองให้สวยสุขภาพดีแบบย้อนวัยมาฝากสาววัยทำงาน ดังนี้ ดื่มนมที่มีส่วนผสมของคุณค่าจากธรรมชาติ ผู้หญิงวัยทำงานต้องใช้สมองและความแข็งแรงของร่างกายและกระดูก จึงควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษด้วยการดื่มนมที่มีแคลเซียมสูงและมีส่วนผสมของคุณค่าจากธรรมชาติ เพื่อให้ได้ประโยชน์เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เช่น นมผสมชาขาว ที่มีคุณค่าในการต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัย ปกป้องผิวพรรณ หรือนมผสมมอลต์สกัด มีคุณค่าทางโภชนาการสูง บำรุงร่างกายและให้พลังงาน สำหรับ “ชาขาว” มีชื่อในภาษาจีนว่า “หยินเซน” แปลว่า “เข็มเงิน” เพราะตูมชามีลักษณะคล้ายเข็มและมีขนสีขาวประกายเงิน ชาวจีนนิยมดื่มชาขาวมานานกว่า 1,500 ปี เนื่องจากเป็นสุดยอดชา หายากและมีราคาสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมากกว่ากาเฟอีนเมื่อเทียบกับชาชนิดอื่น ๆ คุณสมบัติของชาขาวยังช่วยปกป้องผิวจากภายใน ช่วยชะลอวัยจากการทำลายเซลล์ผิวหนังจากอนุมูลอิสระ ด้าน “มอลต์” เป็นธัญพืชชั้นดี มีคุณค่าของคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายสามารถใช้เป็นพลังงานได้ทันทีพร้อมทั้งมีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมายเกือบ 50 ชนิด ทั้ง บี 1, บี 2, บี 5, บี 6 และบี 12 สารอาหารจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท บำรุงสุขภาพผิว ผม สายตา และตับ กินอาหารคลีน วิธีการปรุงเริ่มจากเลือกทำอาหารจากวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่งหรือขัดสีให้น้อยที่สุด เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท โปรตีนไม่ติดมัน ไขมันดีจากน้ำมันปลาและน้ำมันมะกอก ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ 4-6 มื้อต่อ 1 วัน เริ่มจากอาหารเช้าหลังตื่นนอน 1-3 ชั่วโมง มื้อกลางวัน มื้อย่อย มื้อเย็น และมื้อค่ำ พยายามคุมสัดส่วนอาหารให้พอดี รับประทานผักผลไม้ และดื่มน้ำสะอาด 2-3 ลิตรต่อวัน หนทางที่ทำให้เราสุขภาพดียิ่งขึ้นคือ ควบคุมการนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง, เลิกสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สุ่มเสี่ยงให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ทำให้สมองฝ่อ น้ำหนักเกิน ไม่ดีกับตับ มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูกในระยะยาว สุดท้ายอย่าลืมกำจัดความเครียด ด้วยการออกกำลังกายหรือหางานอดิเรกที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี นั่งสมาธิ.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/women/320667

รัชทายาทฝาแฝดแห่งโมนาโก เข้าพิธีล้างบาป


รัชทายาทฝาแฝดแห่งโมนาโก เข้าพิธีล้างบาป | เดลินิวส์
„รัชทายาทฝาแฝดแห่งโมนาโก เข้าพิธีล้างบาป โอรสองค์น้อยที่กำลังน่ารักน่าชังทั้ง 2 พระองค์ ทรงเข้าพิธีล้างบาปตามธรรมเนียมปฏิบัติของคริสตศาสนิกชน นิกายโรมันคาทอลิก“

รัชทายาทฝาแฝดแห่งโมนาโก เข้าพิธีล้างบาป | เดลินิวส์
„สร้างความปลื้มปีติให้แก่ชาวโมนาโก เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ภายหลัง เจ้าหญิงชาร์ลีน พระชายาในเจ้าชาย อัลแบร์ที่ 2 ประสูติรัชทายาทฝาแฝด เจ้าหญิงกาเบรียลา เคาน์เตสแห่งการ์ลาแด็ส และ เจ้าชายฌัก รัชทายาทแห่งโมนาโก และเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พระธิดาและพระโอรสองค์น้อยที่กำลังน่ารักน่าชังทั้ง 2 พระองค์ ทรงเข้าพิธีล้างบาปตามธรรมเนียมปฏิบัติของคริสตศาสนิกชน นิกายโรมันคาทอลิก เพื่อเป็นเครื่องหมายภายนอกที่แสดงว่าผู้รับศีลนั้นเป็นคริสตศาสนิกชน ณ คาธีดรัล เดอ โมนาโก โดย อาร์คบิชอฟเบอร์นาร์ดบาร์ซิ ท่ามกลางพระบรมวงศานุวงศ์และครอบครัวของเจ้าหญิงชาร์ลีน รวมถึงประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จและชื่นชมความน่ารักพระโอรส-พระธิดาองค์น้อยเป็นจำนวนมาก“


รัชทายาทฝาแฝดแห่งโมนาโก เข้าพิธีล้างบาป | เดลินิวส์
„ขณะที่พ่อแม่อุปถัมภ์หรือพ่อแม่ทูนหัวของเจ้าชายฌัก ได้แก่ คริสโตเฟอร์ เลอ วีน จูเนียร์ (บิดาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าชาย) และ ไดแอน เดอ โพลิแนค ไนกรา ซึ่งคาดว่าลูกชายของเธอเป็นเพื่อนกับทั้ง 2 พระองค์ ส่วนพ่อแม่อุปถัมภ์ของเจ้าหญิงกาเบรียลา ได้แก่ กาเรธ วิตต์สต็อค น้องชายของเจ้าหญิงชาร์ลีน และนีรีน พีนาร์ ภรรยาอดีตนักกีฬารักบี้ชาวแอฟริกาใต้ ที่รู้จักและมีความสนิทสนมกับเจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 และเจ้าหญิงชาร์ลีน.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/women/320953

ฮือฮา เจ้าภาพงานศพแจกลอตเตอรี่เป็นของชำร่วย


นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
เมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วัดกุฎีทอง อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา มีการจัดงานประชุมเพลิงศพ โดยทางเจ้าภาพได้มีการแจกสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นของชำร่วยให้กับผู้มีมาร่วมในงานจึงเดินทางไปตรวจสอบ
พบว่าที่เมรุของวัด มีการจัดพิธีเผาศพของ นางอุทัย ทองชาติ อายุ 57 ปี ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีการแสดงรำต่อหน้าศพ เพื่อเป็นการไว้อาลัย ประชาชนมาร่วมงานจำนวนกว่า 300 คน และที่บริเวณทางลงเมรุ มีการจัดโต๊ะพร้อมด้วยของชำร่วย ซึ่งเป็นซองสีขาวจำนวน 300 ซอง ภายในเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1 ใบ
ภายหลังจากการมีการเชิญแขกผู้เกียรติขึ้นทอดผ้าบังสกุลเสร็จ ประชาชนที่มาร่วมงานได้เดินขึ้นวางดอกไม้จัน ลงจากเมรุพร้อมกับรับสลากกินแบ่งรัฐบาลคนละ 1 ซอง หลายคนเมื่อรับซองไปแล้วต่างพากันเปิดออกดูว่าตนเองนั้นได้เลขอะไร สร้างความแปลกใจให้กับบรรดาประชาชนที่มาร่วมงาน
นางอิศราพร อายุ 44 ปี ลูกบุตรธรรมของนางอุทัย เปิดเผยว่า แม่ของตนเองเป็นคนเสี่ยงโชค ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นประจำทุกงวด ประกอบตนเองมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่ จ.เพชรบุรี จึงได้นำสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ได้โค้วตามา จำนวน 300 ใบ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 บาท นำใส่ซอง เป็นของชำร่วยให้กับชาวบ้านที่มาช่วยงาน ถือว่าเป็นการทำเพื่อแม่ที่ชอบเสี่ยงโชค และอยากให้ชาวบ้านมีโชคลาภในวันใกล้หวยออกพอดี
ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ข่าวสดออนไลน์

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ป่วยโรคหัวใจ ความดัน ไข้สูง มีแผลอักเสบ ห้ามนวด กรมแพทย์ฯรับไร้กม.เอาผิด แนวกระดูก-หลอดเลือดห้ามนวดเด็ดขาด


 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีข่าวสาววัย 37 ปี ซึ่งป่วยโรคหัวใจ แต่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เพราะเส้นเลือดหัวใจตีบและแตก หลังจากไปนวดจับเส้นกับหมอนวดใกล้บ้าน ว่า กรณีดังกล่าวญาติผู้เสียชีวิตไม่ติดใจเอาความ และไม่เปิดเผยสถานที่นวด โดยผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวอยู่เดิมแล้ว ซึ่งก่อนการนวดไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการ ตามมาตรฐานแล้วจะต้องมีการตรวจประเมินผู้มารับการนวดทุกครั้ง ทั้งวัดความดัน ซักประวัติว่ามีอาการป่วย ผ่านการรักษาใดๆ มาบ้าง เพื่อประเมินแนวทางการรักษาหรือการนวดเพื่อความผ่อนคลายต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
 
 เพราะการนวดนั้นมีข้อห้ามบางประการคือ ห้ามนวดในผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรือโรคติดเชื้อเฉียบพลัน ห้ามนวดบริเวณที่มีการอักเสบจากการติดเชื้อ กระดูกแตก หัก ปริ ร้าว ข้อเคลื่อน เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวานที่ยังควบคุมอาการให้เป็นปกติไม่ได้ โรคผิวหนังมีแผลเปิดเรื้อรัง โรคติดต่อระยะแพร่เชื้อ โรคมะเร็ง แผลหลังผ่าตัดยังไม่หายสนิท หลอดเลือดดำอักเสบ และกระดูกพรุนรุนแรง

 “คาดว่าร้านที่หญิงรายดังกล่าวไปนวดนั้นเป็นร้านที่ไม่ได้มาตรฐานของกรมฯ แต่คงไม่สามารถตรวจสอบหรือไปเอาผิดได้ เพราะญาติผู้เสียชีวิตไม่ติดใจเอาเรื่อง ทั้งนี้ ร้านนวดส่วนใหญ่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อรับรองมาตรฐานจากกรมฯ แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะขณะนี้กฎหมายยังไม่บังคับว่าต้องขึ้นทะเบียน แต่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กำลังเร่งร่างพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.... ซึ่งหากมีกฎหมายฉบับนี้ก็จะบังคับให้ร้านนวดทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนเพื่อรับรองมาตรฐานและมีบทลงโทษ”นพ.ธวัชชัย กล่าว

นพ.ธวัชชัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้การขึ้นทะเบียนเพื่อรับรองมาตรฐานของร้านนวดยังเป็นไปตามความสมัครใจ ปัจจุบันมีร้านนวดที่ผ่านมาตรฐานแล้ว 3,000 กว่าแห่ง อยู่ในสถานพยาบาลประมาณ 2,000 แห่ง และเป็นสถานประกอบการอีกกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งการขอรับรองมาตรฐานนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ก็พบว่า ยังมาขอรับรองมาตรฐานน้อยมาก จึงได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ประสานพื้นที่ออกตรวจร้านนวด เพื่อผลักดันให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานร้านนวดจะมี 2 ระดับคือ ระดับเงิน ต้องมีผู้มีความรู้ด้านการนวด โดยผ่านการอบรมการนวดมาไม่ต่ำกว่า 150 ชั่วโมง ไม่ต่ำกว่า 80% และระดับทองจะต้องมีผู้มีความรู้ไม่ต่ำกว่า 95% ซึ่งกรมฯ จะมอบป้ายมาตรฐานให้แก่ร้านที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งจะมีการตรวจประเมินมาตรฐานทุกปี หากพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานก็จะยึดป้ายคืน

 อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวอีกว่า ก่อนการนวดไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการ ตามมาตรฐานแล้วจะต้องมีการตรวจประเมินผู้มารับการนวดทุกครั้ง ทั้งวัดความดัน ซักประวัติว่ามีอาการป่วย ผ่านการรักษาใดๆ มาบ้าง เพื่อประเมินแนวทางการรักษาหรือการนวดเพื่อความผ่อนคลายต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เพราะการนวดนั้นมีข้อห้ามบางประการคือ ห้ามนวดในผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรือโรคติดเชื้อเฉียบพลัน ห้ามนวดบริเวณที่มีการอักเสบจากการติดเชื้อ กระดูกแตก หัก ปริ ร้าว ข้อเคลื่อน เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวานที่ยังควบคุมอาการให้เป็นปกติไม่ได้ โรคผิวหนังมีแผลเปิดเรื้อรัง โรคติดต่อระยะแพร่เชื้อ โรคมะเร็ง แผลหลังผ่าตัดยังไม่หายสนิท หลอดเลือดดำอักเสบ และกระดูกพรุนรุนแรง

 ด้านพทป.สมชาย ช้างแก้วมณี แพทย์แผนไทยประยุกต์ กรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า ตามมาตรฐานแล้วก่อนให้บริการนวดรักษาหรือนวดผ่อนคลายต้องซักประวัติและตรวจประเมินผู้มารับบริการก่อน ซึ่งหากพบว่ามีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ความดันสูงเกิน 140 อัตราการเต้นหัวใจมากกว่า 24 ครั้งขึ้นไปและชีพจรมากกว่า 80 ครั้ง จะไม่สามารถให้บริการนวดได้ เพราะการนวดจะทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ความดันสูงขึ้น ขณะที่ความร้อนในร่างกายจะสูงขึ้นด้วย ทำให้คนเป็นไข้ยิ่งตัวร้อนขึ้น เกิดอาการเพลีย ไม่มีแรง ส่วนการนวดผ่อนคลายที่ทำให้ความดันลดลงนั้น เป็นเพราะสูตรนวดต่างกัน
 “สำหรับจุดที่ห้ามนวดเด็ดขาดคือ ตามแนวกระดูกและหลอดเลือดคือ แนวกระดูกต้นคอ สันหลัง ซี่โครง บริเวณข้างคอ ใต้หู หลังหู และต่อมน้ำเหลืองใต้คาง ส่วนที่มีการนวดหลังนั้นจะเป็นการนวดตามแนวสันกล้ามเนื้อไม่ใช่กระดูก ส่วนจุดที่ต้องระวังคือการกดจุดเปิดประตูลม ควรทำแค่ครั้งเดียว และจุดที่เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ และข้อพับขา ส่วนข้อควรระวังอื่นคือกลุ่มเด็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน กระดูกพรุน เคยผ่าตัด ใส่เหล็ก ข้อเทียม หรือจุดที่เคยทำศัลยกรรมตกแต่ง” พทป.สมชาย กล่าว

เครดิต:http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1431599688

เรือผู้อพยพชาวโรฮิงยาออกสู่น่านน้ำสากลแล้ว

บีบีซีไทยรายงานว่า เรือบรรทุกผู้อพยพชาวโรฮิงยา ที่จอดลอยลำอยู่นอกเกาะหลีเป๊ะ ในจ.สตูล แล่นเข้าสู่น่านน้ำสากล มุ่งหน้าไปยังจ.อาเจะห์ ในอินโดนีเซียแล้ว


 นายเดชรัฐ สิมศิริ ผวจ.สตูล ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เรือลำดังกล่าวบรรทุกชาวโรฮีนจาราว 450 คน ได้เดินทางมาจากเมียนมาและต้องการขึ้นฝั่งที่มาเลเซีย แต่เนื่องจากทางการมาเลเซียไม่รับให้ขึ้นฝั่ง จึงเปลี่ยนแผนเพื่อไปยังอินโดนีเซียแทน ผู้โดยสารบนเรือไม่มีความประสงค์จะขึ้นฝั่งไทย เพราะถ้าขึ้นจะถูกดำเนินคดีในข้อหาเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายและส่งตัวกลับเมียนมา ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่ต้องการ

 "นอกจากนั้นทางการไทยได้ช่วยซ่อมเครื่องยนต์ให้เสร็จตั้งแต่ราวตี 3 เมื่อคืน และก่อนหน้านี้ได้มีการจัดส่งเสบียงและเติมน้ำมันให้ ในการจัดส่งเสบียงนั้น ได้ส่งผ่านทางเรือของอุทยานแห่งชาติ เรือประมงและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือเพื่อส่งทางอากาศ เนื่องจากไม่สามารถส่งของให้ลงบนเรือได้ เพราะน้ำหนักเสบียงอาจทำให้เรือเสียหายได้ จึงต้องส่งลงน้ำ
นายเดชรัฐประเมินว่าไม่น่าจะมีเรือผู้อพยพเข้ามาในช่วงนี้ เพราะเข้าหน้ามรสุมแล้ว และยืนยันกับบีบีซีไทยด้วยว่าไม่มีค่ายชาวโรฮีนจาในพื้นที่จังหวัดสตูล กลุ่มนายหน้าใช้จังหวัดสตูลเป็นเส้นทางผ่านเพื่อส่งต่อชาวโรฮีนจาไปมาเลเซีย ผ่านเส้นทางในอ. สะเดา จ. สงขลา

 ภาพโดย AFP เครติด:http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1431676484


  หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ประวัติพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคอีสาน กับเส้นทางชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
 
          หลวงพ่อคูณ แห่งวัดบ้านไร่ เป็นชื่อที่ติดหู และได้รับความสนใจของคนไทยมานานหลายสิบปี ด้วยความที่หลวงพ่อท่านเป็นพระที่มากด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งยอง หรือการพูดจากภาษพ่อขุนรามคำแหง แต่สิ่งที่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้คนมักนึกถึงหลวงพ่อคูณ คงหนีไม่พ้นเครื่องรางของขลัง และหลักคำสอนแบบตรงไปตรงมาที่แฝงไว้ด้วยหลักธรรมอันลึกซึ้งให้ผู้คนนำไปยึดเป็นแนวทางดำเนินชีวิต และชีวประวัติอันเต็มไปเรื่องราวอันน่าสนใจมากมาย

           ประวัติของของพระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ) แห่งวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคอีสาน เกิดในครอบครัวชาวนา ที่บ้านไร่ หมู่ที่ 6 ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งในขณะนั้นนับว่าเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ หลวงพ่อคูณ ท่านเกิดเมื่อ 14 ตุลาคม 2466 (แต่บางตำราว่าวันที่ 4 ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน โดยเป็นบุตรชายคนโตหัวปีของนายบุญ ฉัตรพลกรัง (บิดา) และนางทองขาว ฉัตรพลกรัง (มารดา) โดยมีพี่น้อง 2 คน ได้แก่ นายคำมั่ง แจ้งแสงใส และนางทองหล่อ เพ็ญจันทร์
  หลวงพ่อคูณ ได้เข้าเรียนหนังสือกับ พระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ซึ่งได้เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นสถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน ตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ โดยได้ศึกษาภาษาไทยและขอม นอกจากนี้พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังเมตตาสอนวิชาคาถาอาคมป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อคูณจึงมีความเชี่ยวชาญวิชาอาคมต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก 

          เมื่ออายุครบ 21 ปีก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2487 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก (หนังสือบางแห่งระบุว่าเป็นปี 2486) โดยมีพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ ก็คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ โดยหลังจากที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้วได้รับฉายาว่า "ปริสุทโธ" และฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระและวิปัสสนาอย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์พระคณาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก 

          จากนั้นหลวงพ่อคูณก็ได้ตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย และอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร ก่อนที่หลวงพ่อแดงจะพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ "หลวงพ่อคง พุทธสโร"เนื่องจากทั้งสองรูปเป็นเพื่อนที่มักมีการพบปะแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมต่าง ๆ แก่กันเสมอ จากนั้นหลวงพ่อคง ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ ก็ได้สอนวิชาต่าง ๆ ให้กับหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด โดยใช้วิธีการสอนโดยการศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เน้นการมี "สติ" ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดความรู้เท่าทันในอารมณ์นั้น
 พร้อมกับสอนพระกัมฏฐานโดยให้ใช้หมวดอนุสติ ด้วยการกำหนด “ความตาย” เป็นอารมณ์ เรียกว่า “มรณัสสติ” เพื่อให้ เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงในในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ ความโกรธ และความหลง กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า หลวงพ่อคูณมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป 

          โดยในช่วงแรกหลวงพ่อคูณก็ได้เดินธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงได้มีการธุดงค์ไกลขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงป่าลึกประเทศลาว และประเทศกัมพูชา  เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง เมื่อพิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณธุดงค์จากเขมร กลับมายังประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ 

           พร้อมกับเริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ โดยเริ่มสร้างอุโบสถในปี พ.ศ. 2496 จากความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่ได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ จนสามารถสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ ซึ่งปัจจุบันอุโบสถหลังดังกล่าวได้ถูกรื้อลงและก่อสร้างหลังใหม่แทนแล้ว นอกจากนี้หลวงพ่อยังได้สร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ขึ้น เพื่อพัฒนาความเจริญของพื้นที่บ้านไร่ และตามมาด้วยการก่อโรงพยาบาลถึง 3 หลัง และโรงเรียนอื่น ๆ อีกจำนวนมาก พร้อมทั้งยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณสุขต่าง ๆ อยู่เสมอ

           ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องการสร้างวัตถุมงคล โดยตามประวัติพบว่าท่านเคยสร้างวัตถุมงคลรุ่นแรกตั้งแต่สมัยบวชได้ประมาณ 7 พรรษา โดยเริ่มจากตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ. 2493 โดยท่านบอกกับผู้มาขอเสมอว่า “ใครขอ กูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน” ปัจจุบันพระเครื่องหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นั้นเป็นที่นิยมและต้องการของลูกศิษย์และนักสะสมพระเครื่องอย่างมาก หลาย ๆ รุ่นมีราคาแพงมากโดยเฉพาะเหรียญหลวงพ่อคูณรุ่นแรก ส่วนเรื่อง "เครื่องรางของขลัง" ของหลวงพ่อคูณคงต้องยกให้ ตะกรุดทองคำหลวงพ่อคูณ ซึ่งจะเป็นตะกรุดทองคำฝังแขน ซึ่งท่านจะมีข้อห้าม 2 ข้อ คือ 1. ห้ามด่าแม่ 2. ห้ามผิดลูกเมียผู้อื่น นับว่าเป็น เครื่องรางของขลังหลวงพ่อคูณ ที่น่าสนใจมาก

           อย่างไรก็ดี จากประวัติอันน่าสนใจทั้งเรื่องของความแก่กล้าในวิชาอาคม และความแตกฉานในความรู้ด้านพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ ทำให้ท่านได้รับฉายาว่า "ปราชญ์แห่งที่ราบสูง" แม้นจะมีท่าทีการแสดงออกที่ตรงไปตรงมาพูดจามึงกู แต่ผู้ใกล่ชิดทุกคนกลับทราบดีว่าหลวงพ่อคูณนั้นมีจิตเมตตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยมีใครพบเห็นหลวงพ่อคูณกราดเกรี้ยว หรือทุกขเวทนากับเหตุการณ์ต่าง ๆ สิ่งที่หลวงพ่อคูณแสดงออกมาทุกครั้งในการให้สัมภาษณ์หรือสนทนาธรรม ได้แสดงให้เห็นว่า ท่านนั้นมีจิตที่แจ่มใส หมดสิ้นแล้วซึ่งกิเลส เป็นที่พึ่งทางธรรมให้แก่ญาตโยมทุกคนอย่างแท้จริง
เครดิต:http://hilight.kapook.com/view/120478

สื่อจับมือฟ้องแอพฯ ละเมิดสิทธิ์คนทำข่าว

บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด, บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวี) บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (พีพีทีวี) บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด (เดลินิวส์ ออนไลน์) บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด (เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์) และบริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (สำนักข่าวสปริงนิวส์) ได้ยื่นฟ้องบริษัท ทัน สปิริต จำกัด (ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่น Ohozaa TV HD), นายณัฐวุฒิ บำรุงสรณ์ (ผู้ดูแลเว็บไซต์ Ohozaa.com) และกรรมการ กรณีที่ Ohozaa ได้นำเอาข้อมูลบทความ บทวิเคราะห์ งานภาพถ่าย และงานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ไปให้บริการในเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต

น.ส.สุธิดา มาไลยพันธุ์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ P&P Law Firm ที่ปรึกษากฎหมายของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 สำนักข่าวต่างๆ ผู้ให้บริการและเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ในบทความ บทวิเคราะห์ งานภาพถ่าย และงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ได้ยื่นฟ้อง บริษัท ทัน สปิริต จำกัด, กรรมการบริษัท และนายณัฐวุฒิ บำรุงสรณ์ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.754/2558 ในข้อหาร่วมกันกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม งานศิลปกรรม งานรวบรวม และงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และใช้ชื่อหรือรูปรอยประดิษฐ์ของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา โดย Ohozaa ได้นำเอาบทความ บทวิเคราะห์ ภาพถ่าย และรายการโทรทัศน์ของสำนักข่าวต่างๆ ดังกล่าวไปให้บริการในเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของตนเอง เพื่อเพิ่มเรตติ้งให้เว็บไซต์ และได้ประโยชน์จากการเรียกเก็บค่าโฆษณาจากสินค้าและบริการต่างๆ ในเว็บไซต์ Ohozaa และแอพพลิเคชั่น

ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 28 กันยายน 2558 โดยภายหลังจากการฟ้องคดีนี้ สำนักข่าวต่างๆ อาจพิจารณาฟ้องร้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการละเมิด หรือฟ้องคดีอาญากับบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุน Ohozaa เพิ่มเติม หากตรวจสอบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของ Ohozaa หรือกระทำการใดๆ ที่ทำให้สำนักข่าวต่างๆ ได้รับความเสียหาย รวมถึงบรรดาเว็บไซต์อื่นๆ และแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ที่มีการนำบทความ บทวิเคราะห์ ภาพถ่าย และงานแพร่เสียงแพร่ภาพของสำนักข่าวต่างๆ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ ที่ปรึกษากฎหมายของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ยังได้ขอความร่วมมือผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตและผู้ลงโฆษณาสินค้าหรือบริการเว็บไซต์ Ohozaa.com และแอพพลิเคชั่น Ohozaa TV HD ให้ยุติการใช้บริการหรือสนับสนุนการดำเนินธุรกิจดังกล่าว มิฉะนั้นทางสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์มีความจำเป็นต้องดำเนินคดีฐานเป็นผู้สนับสนุนการละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้ากับบุคคลข้างต้น

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ หรือในชื่อเดิมคือ ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ก่อตั้งเมื่อ 2552 ต่อมามีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมตามกฎหมายเมื่อปี 2555 มีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และส่งเสริมให้มีการยึดหลักความเคารพ และคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ ปัจจุบันมีสมาชิกคือกลุ่มสำนักข่าวต่างๆ ที่ให้บริการข่าวสาร บทความ บทวิเคราะห์ รวมถึงโทรทัศน์ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งสิ้น 18 องค์กร

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลการดำเนินการของเว็บไซต์ www.ohozaa.com เป็นเว็บไซต์ที่มี นายณัฐวุฒิ บำรุงสรณ์ เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น Ohozaa TV HD มีบริษัท ทัน สปิริต จำกัด (ซึ่งมีนายณัฐวุฒิ เป็นกรรมการบริษัท) เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่แอพพลิเคชั่น และพบว่าเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นมีการใช้ช่องทางละเมิดลิขสิทธิ์ในการสร้างเรตติ้งเข้าชมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากเว็บไซต์ Ohozza ที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาของสมาชิกสมาคมฯ แล้ว ยังมีเว็บไซต์อื่นๆ โดยเฉพาะเว็บท่า (web portal) และเว็บที่นำเสนอข่าวโดยไม่มีการผลิตเนื้อหาข่าวเอง ที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ของสมาชิกสมาคมฯ เช่นกัน ซึ่งสมาคมฯ จะพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เครดิต : http://www.ryt9.com/s/bmnd/2160821

5 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงและน่าจับตามองในอนาคต

• อาหารเพื่อสุขภาพ: อาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์อาหารปราศจากกลูเตน อาหารที่มีสัดส่วนของน้ำตาลและแคลอรีต่ำ

• อาหารสำเร็จรูป: อาหารพร้อมทาน อาหารพร้อมปรุง และอาหารส่งถึงบ้าน
• อาหารฮาลาล
• อาหารและเครื่องดื่มเสริม: เครื่องดื่มเพื่อความงาม ผงเครื่องดื่มสำเร็จรูป
• อาหารเพื่อผู้สูงอายุ
อาหารเพื่อสุขภาพ: ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปมีความใส่ใจและดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจร้านค้าอาหารจากธรรมชาติและอาหารออร์แกนิก เช่น Whole Food Market ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากสามารถบ่งชี้ถึงศักยภาพการเติบโตของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพและกำลังซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าว ประเภทอาหารในกลุ่มนี้รวมถึงอาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์อาหารปราศจากกลูเตนและแลคโตส รวมทั้งอาหารที่มีสัดส่วนของน้ำตาลและไขมันต่ำ ทั้งนี้ ในปี 2013 มูลค่าของตลาดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิกทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอยู่ที่ราว 161,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ที่ 15% ต่อปี โดยมีตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปเป็นตลาดออร์แกนิกที่ใหญ่ที่สุดของโลก มูลค่าตลาดรวมกันสูงถึง 95% ของตลาดออร์แกนิกทั่วโลก (รูปที่ 1)           สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารปราศจากกลูเตนพบว่า เป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตะวันตก เนื่องจากในภูมิภาคดังกล่าวมีคนไข้โรคเซลีแอค (แพ้กลูเตน) มากกว่าประเทศอื่นๆ และปัจจุบันพบว่าการบริโภคอาหารที่ปราศจากกลูเตนเป็นเพียงแนวทางเดียวในการรักษาโรคนี้ นอกจากนี้ แนวโน้มการบริโภคผลิตภัณฑ์ปราศจากกลูเตนยังเพิ่มขึ้นจากความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่ความเชื่อว่าอาหารประเภทดังกล่าวดีต่อสุขภาพมากกว่าอาหารที่มีกลูเตนอีกด้วย

อาหารสำเร็จรูป: ความต้องการอาหารประเภทดังกล่าวในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น การขยายตัวของจำนวนร้านค้าแบบลูกโซ่ และขนาดครอบครัวที่เล็กลง อาหารในกลุ่มนี้จะรวมถึงอาหารสำเร็จพร้อมทาน อาหารพร้อมปรุง อาหารส่งถึงบ้าน ตลอดจนกลุ่มอาหารแปรรูปที่เน้นความสะดวกสบายในการบริโภคและมีอายุการเก็บนาน โดยกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมอาหารสำเร็จรูปจะให้ความสำคัญกับความสะดวก รูปแบบบรรจุผลิตภัณฑ์ คุณค่าทางอาหาร ความปลอดภัย ความหลากหลาย และความน่าดึงดูดของผลิตภัณฑ์ สำหรับอาหารพร้อมทานซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับต้นๆ ในปี 2015 มีมูลค่ารวมถึง 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเติบโตที่ 6% ต่อปี โดยพบว่าสหรัฐฯ มีส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ที่สุด ในขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ก็มีแนวโน้มที่จะบริโภคอาหารประเภทดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน

อาหารฮาลาล: กลุ่มประชากรมุสลิมที่กำลังขยายตัว กอปรกับโอกาสทางธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตที่ยังมีผู้เล่นน้อยราย ทำให้ตลาดเศรษฐกิจฮาลาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ทรงอิทธิพลและมีการอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในโลกวันนี้อุตสาหกรรมฮาลาลเป็นที่รู้จักในนาม “ตลาดพันล้านอันดับ 3 ของโลก” ถัดจากประเทศจีนและอินเดีย เพราะต้องรองรับประชากรมุสลิมที่มีมากถึงกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก โดยชาวมุสลิมมีข้อห้ามอาหาร 6 ชนิดตามหลักศาสนา ตามอักษรย่อABCD IS คือ แอลกอฮอล์ (Alcohol) เลือด (Blood) สัตว์กินเนื้อและนก (Carnivorous animals and birds) เนื้อของสัตว์ที่ตายแล้ว (Dead meat) อาหารที่ถวายให้กับเทพเจ้ายกเว้นพระเจ้าอัลลอฮ์ (Immolated food) และเนื้อสุกร (Swine) ซึ่งอุตสาหกรรมนี้คาดว่าจะเติบโตด้วยอัตรา 10% ต่อปี จนมูลค่าตลาดอาจเพิ่มขึ้นจากเพียง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2013 ไปอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 (รูปที่ 2) นอกจากนี้ เนื่องจากในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตของอาหารชนิดดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม จึงทำให้ยังมีโอกาสในธุรกิจอาหารประเภทนี้อีกมาก นับตั้งแต่ขั้นตอนการทำการเกษตร เรื่อยไปจนถึงการจัดจำหน่าย อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าตลาดอาหารฮาลาลยังมีความยุ่งยากซับซ้อนในการดำเนินการค่อนข้างมาก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีองค์กรกลางที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานฮาลาลสากล ดังนั้น แต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องใช้องค์กรในประเทศตนเองในการออกใบรองรับดังกล่าว ซึ่งทำให้ผู้เล่นใหม่ในตลาดอาจต้องใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการส่งอาหารฮาลาลไปขายยังตลาดต่างประเทศ

อาหารและเครื่องดื่มเสริม: ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีอิทธิพลในตลาด เนื่องจากผู้บริโภคยังคงสรรหาสิ่งที่ดีกว่าและทางเลือกที่มากกว่าในการตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น อาหาระและเครื่องดื่มที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองและร่างกาย การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หรือการเสริมความงาม อนึ่ง จากการศึกษาของสถาบันวิจัยอาหาร Leatherhead พบว่าตลาดอาหารเสริมของโลกในปี 2014 มีมูลค่า 54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า โดยแม้ว่าส่วนแบ่งตลาดของอาหารและเครื่องดื่มเสริมจะคิดเป็นเพียง 5% ของมูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด แต่ผู้เล่นในตลาดกลับให้ความสนใจสินค้าประเภทนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์บำรุงหัวใจ และผลิตภัณฑ์เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ตลาดสินค้าประเภทนี้ที่ใหญ่ที่สุดคือ ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้และมีกำลังซื้อมากกว่าผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนา

อาหารเพื่อผู้สูงอายุ: สืบเนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจอาหารมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ทั้งนี้ สหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลกมากกว่า 20% (ประมาณ 2.2 พันล้านคน) จะมีอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนี้ ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร เนื่องจากเป็นการเพิ่มกลุ่มผู้บริโภคอีกประเภทหนึ่งเข้ามา อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับตัวหรือปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจนมากนัก มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทAmazon ที่ได้เปิด 50+ Active and Healthy Living Store เพื่อขายผลิตภัณฑ์ให้แก่กลุ่มลูกค้าที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป บริษัท Nestle ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบขวดกาแฟให้มีส่วนโค้งเพื่อให้จับถนัดมือและเปิดง่ายขึ้น และกลุ่มธุรกิจ Asahi ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์สตูว์จานเดียวเพื่อรองรับความต้องการของครอบครัวเดี่ยวและผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น เป็นต้น

Implication
การที่ผู้บริโภคกระแสหลักเริ่มคำนึงถึงสุขภาพมากขึ้นทำให้เราเห็นสัดส่วนอาหารเพื่อสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐฯและยุโรป เช่นเดียวกันกับความต้องการอาหารและเครื่องดื่มเสริมที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนบริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯและญี่ปุ่น นอกจากนี้ รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนที่เร่งรีบมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ จะทำให้แนวโน้มความต้องการบริโภคอาหารสำเร็จรูปมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องความสะดวกสบายและประหยัดเวลา โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในกลุ่มนี้ ได้แก่ ราคา ความไม่ซับซ้อน ความสะดวกในการบริโภค ความสะดวกในการซื้อหา รวมทั้งความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย โดยตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดคือตลาดอาหารฮาลาลและตลาดอาหารเพื่อผู้สูงอายุ

ถึงแม้ว่าการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจก็สามารถปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปเพื่อให้เข้าถึงทิศทางที่อุตสาหกรรมอาหารจะมุ่งไปในอนาคตได้ เช่น

ผู้ผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูป สามารถปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ทีละน้อย เพื่อทดสอบการตอบรับของลูกค้าเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการเปิดตัวสินค้าอย่างเต็มตัว

ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอาหารยังสามารถผันตัวเองไปเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบ (supplier) ให้กับผู้เล่นรายอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิตได้ ในสภาวะที่ผู้ผลิตนั้นๆ ยังไม่สามารถผลิตสินค้าสำเร็จรูปได้อย่างเต็มตัวในขณะนั้น

เครดิต : http://www.ryt9.com/s/prg/2143478